บริดจ์ (เกมไพ่)

บริดจ์ (เกมไพ่)

บริดจ์ (เกมไพ่)

บริดจ์ (เกมไพ่)

บริดจ์ (เกมไพ่)

บริดจ์ (อังกฤษ: Contract bridge; จีน: 合約橋牌) เป็นเกมไพ่ประเภทหนึ่งที่ใช้ไพ่ป๊อกในการเล่น

ปัจจุบันมีการเล่นเพื่อเป็นเกมกีฬาสำหรับแข่งขันในระดับมหาวิทยาลัยระดับประเทศในกีฬาแห่งชาติ ระดับเอเชียนเกมส์

และโอลิมปิกได้บรรจุกีฬาบริดจ์เป็นกีฬาทดลองด้วย

ประวัติโดยย่อของบริดจ์

บริดจ์เป็นเกมไพ่ ประเภท Trick Taking โดยพบการเล่นบริดจ์ครั้งแรกในชื่อของ Whist ราวๆคริสตศตวรรษที่ 15

ต่อมาพัฒนาการเล่นโดยให้มีการประมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง

โดยเล่นชื่อของ Auction Bridge

ในปี 1925 นาย ฮาร์โรลด์ เอส แวนเดอบิลท์ (Harold S. Vanderbilt) ชาวอเมริกัน ได้คิดค้นปรับปรุง Auction Bridge ขณะเดินทางในเรือสำราญ

ซึ่งกลายเป็นบริดจ์ที่เราเล่นกันในปัจจุบัน ในชื่อของ Contract Bridge ซึ่งนักเล่นบริดจ์จะถือว่าเขาเป็นคนคิดค้นและออกแบบบริดจ์ในปัจจุบัน

บริดจ์เข้ามาในประเทศไทยครั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯในขณะนั้น ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำกีฬาไพ่บริดจ์มาเล่นในวัง โดยขณะนั้นเล่นกันในรูปแบบของ Auction Bridge

รูปแบบการเล่น

บริดจ์จัดเป็นเกมไพ่ประเภทการประมูล (Auction) และการรวบตองกิน (Trick Taking) ซึ่งมีระบบกลไกการเล่นแบบนำไพ่และตามไพ่ (Lead and Follow)

ในหนึ่งโต๊ะของการเล่นบริดจ์จะมีผู้เล่นสี่คน โดยผู้เล่นที่นั่งฝั่งตรงข้ามจะถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน

ผู้ที่นั่งตรงข้ามกันและกันจะเรียกว่า “คู่ขา” (Partner)

และฝั่งตรงข้ามที่นั่งด้านข้างจะเรียกว่า “ปรปักษ์” (Opponent)

การเล่นบริดจ์ในหนึ่งเกม จะมีสองส่วน ได้แก่ ส่วนแรกคือ ส่วนการประมูล และส่วนที่สอง คือ ส่วนการเล่นไพ่

การประมูลไพ่ (Bidding) คือ การสร้างสัญญาในการเล่น (Making Contract)

จากการประมูลเพื่อให้ผู้เล่นหรือคู่ขาสามารถรวบรวมตองกินได้เท่ากับหรือมากกว่าที่สัญญาเอาไว้

การเล่นแบบนำไพ่และตามไพ่ (Lead and Follow) คือ การที่ผู้เล่นหนึ่งจะเป็นผู้นำไพ่โดยการลงไพ่ 1 ใบ และผู้เล่นคนอื่นวางไพ่ดอกเดียวกับที่ผู้นำไพ่ได้วางเอาไว้

การรวบตองกิน (win a trick) คือ การที่ผู้ที่มีไพ่ศักดิ์ใหญ่ที่สุดใน 1 รอบของการเล่นแบบนำไพ่และตามไพ่ รวบตองกินซึ่งจะนับเป็นแต้มไว้กับตัว

ในการเล่นบริดจ์จะแจกไพ่คนละ 13 ใบ ซึ่งหมายความว่าจะมี 13 ตองกินใน 1 เกม

การทำได้ตามสัญญา (Contract making) คือ เมื่อจบส่วนของการเล่นไพ่ โดยผู้ชนะการประมูล (Declarer) และคู่ขาสามารถรวบรวมตองกินได้มากกว่าหรือเท่ากับที่ได้สัญญาเอาไว้ในช่วงการประมูล

ผลของการการทำได้ตามสัญญา คะแนนจะตกไปอยู่กับ ผู้ชนะการประมูล (Declarer) และคู่ขา

สัญญาล้มเหลว คือ เมื่อจบส่วนของการเล่นไพ่ โดยผู้ชนะการประมูล (Declarer) และคู่ขา ไม่สามารถรวบรวมตองได้มากกว่าหรือเท่ากับที่สัญญาไว้ คะแนนนั้นจะตกกับ ปรปักษ์ของชนะการประมูลทั้งสอง

กติกา

แยกเป็นการประมูลและการเล่น การประมูล

ห้ามประมูลไพ่ต่ำกว่าระดับเดิมหรือศักย์ต่ำกว่าเดิม ต้องประมูลจะมี 5 รูปแบบคือ เรียกว่าศักย์ไพ่

คือ C ไพ่ชุดดอกจิก D ไพ่ชุดข้าวหลามตัด H ไพ่ชุดโพแดง S ไพ่ชุดโพดำและ NT ไพ่ชุดโนทรัพม์ เรียงตามลำดับ

โดยระดับการประมูลจะมีจากระดับ 1 ถึงระดับ 7 เช่น 1C 1D 1H 1S 1NT 2C 2D … 7NT

โดยชุดที่ได้จากการประมูลจะเป็นชุดทรัพม์นับแต้มไล่จากสูงไปต่ำ (การนับแต้มสูงกินแต้มต่ำมีดังต่อไปนี้ : A K Q J 10 9 8 7 6 5 4 3 2)

และมีการประมูลเพื่อเลือกไพ่ (Trump)ในเกม โดยที่จะมีไพ่พิเศษเรียกว่า Trump สามารถกินได้ในทุกตองที่ลงได้

ในกรณีเล่น Trump การเล่นต้องลงไพ่ตามชุดที่ผู้ได้ลงไพ่คนแรกเป็นคนลงเสมอ นอกจากจะไม่มีไพ่ชุดนั้นแล้วถึงลงชุดอื่นได้

การตัดสิน

ใช้ส่วนต่างของคะแนนการการเล่นคิดเป็น IMP และ VP

รูปแบบการแข่งขัน

บริดจ์สามารถจัดเล่นใน รูปการแข่งขัน ได้หลากหลาย

Rubber Bridge

เป็นการเล่นที่จบลงในหนึ่งโต๊ะ โดยผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะเล่นและนับคะแนนหลังจากเล่นเพื่อมาคำนวณผลแพ้ชนะกันทันที ผู้ที่มีคะแนนมากกว่าเป็นผู้ชนะ การแข่งขันประเภทนี้ใช้ดวงสูงเช่นเดียวกับการเล่นไพ่ประเภทอื่น จึงนิยมเล่นเพื่อการพนันเป็นหลัก

Team of Four

เป็นการเล่นที่สามารถจัดแบบการแข่งขันได้ (Tournament) โดยการแข่งจะต้องแข่งเป็นทีมโดยผู้เล่นหนึ่งประกอบด้วยผู้เล่นสี่คน โดยในหนึ่งคู่การแข่งขัน (Match) จะประกอบด้วยเล่นสองทีม ทีมละสี่คน และใช้โต๊ะสองตัว ผู้เล่นทั้งสี่ในแต่ละทีมจะถูกกำหนดตำแหน่งเป็น เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก (North/South/East/West) โดยผู้เล่นตำแหน่งเหนือและใต้ของทีมหนึ่งจะต้องเล่นกับผู้เล่นตำแหน่งตะวันออกและตะวันตกของอีกทีมหนึ่ง หลังจากเล่นจบในแต่ละสำรับ ให้ทำการแจกไพ่ที่เหมือนกันทุกประการของโต๊ะนั้นไปยังอีกโต๊ะหนึ่ง ซึ่งการแจกนั้นจะได้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “บอร์ดไพ่” เป็นตัวช่วยในการแข่งขัน ด้วยระบบนี้จะทำให้ผู้เล่นทิศเหนือและใต้ของทีมได้ไพ่ชุดเดียวกันกับทิศเหนือและใต้ของอีกทีมหนึ่ง การคิดคะแนนนั้นให้นำ ผลต่างคะแนนของทั้งสองโต๊ะมารวมกัน ส่วนต่างของคะแนนจะถูกนำมาเทียบกับตารางคะแนน IMP (International Match Point) อีกทีหนึ่ง ในการแข่งคู่หนึ่งๆนั้นจะมีการไพ่มากกว่าหนึ่งสำรับ และทีมที่ได้คะแนน IMP มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ

Duplicate Pair

เป็นการแข่งขันที่คู่ขาทั้งสองไม่ต้องหาทีม โดยคู่ขาแต่ละคู่จะนั่งตามโต๊ะและการเดินตำแหน่งโต๊ะ (Movement) ที่จัดไว้ให้แต่ละรอบ และทุกๆคนจะเล่นไพ่ในชุดที่เหมือนกัน แต่จะไม่ครบทั้งหมด ซึ่งในไพ่แต่ละสำรับที่เล่นนั้นจะมีการจดบันทึกผลงานของแต่ละคู่ขาที่เข้าแข่งขันว่าทำได้ดีมากน้อยเพียงไร แล้วนำผลงานที่ได้มาทั้งหมดจัดอันดับ และให้คะแนนคู่ขาแต่ละคู่ตามผลงาน ผู้ได้คะแนนจากการจัดอันดับของทุกสำรับสูงสุดจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน

Individual Pair

เช่นเดียวกับ Duplicate Pair แต่การแข่งขันจะเป็นการสมัครแบบเดี่ยว โดยคู่ขาของผู้เข้าแข่งขันเปลี่ยนไปทุกๆรอบอย่างสุ่มตามการเดินตำแหน่งโต๊ะ (Movement)

IMP Pair

เช่นเดียวกับ Duplicate Pair แต่การคิดคะแนนจะไม่ได้ดูที่ผลงาน แต่ดูส่วนของของคะแนนที่ได้กับคะแนนเฉลี่ยของผลงานแต่ละสำหรับ และใช้คะแนน IMP แทนคะแนนอันดับมาคิดคะแนนหาผู้ชนะการแข่งขัน

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo